การบูรณะพระจุฑาธุชราชฐาน

        ในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีมติให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเข้ามาดูแลพื้นที่อันเป็นที่ดินราชพัสดุนี้ เพื่อวัตถุประสงค์ทางการศึกษา ทางมหาวิทยาลัยจึงวางผังแม่บทการใช้ที่ดิน ปรับปรุงพื้นที่บางส่วน และใช้ที่ดินส่วนที่อยู่นอกเขตพระราชฐานเป็นสถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล พร้อมทั้งดำเนินการศึกษารวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมของอาคารที่ยังหลงเหลืออยู่
        ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๓๒ เมื่อเกิดโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก ( Eastern Seaboard ) ขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นได้ประกาศให้เกาะสีชังเป็นแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ จึงได้มีการศึกษาและวางแผนพัฒนาพื้นที่พระจุฑาธุชราชฐานขึ้น ซึ่งนำไปสู่การประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน และการอนุรักษ์ฟื้นฟู โดยกรมศิลปากรในเวลาต่อมา จนแล้วเสร็จในพ.ศ. ๒๕๓๙
        ต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๔๖ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อเฉลิมฉลองในวโรกาส วันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ครบ 150 ปี จึงมีความดำริว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสพิเศษและเหมาะสมยิ่งในการบูรณะพระจุฑาธุชราชฐานให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยงดงามอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์แห่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเปิดเป็น พิพิธภัณฑ์โบราณสถาน และจัดแสดงนิทรรศการภายในอาคารต่างๆ เผยแพร่ความรู้แก่อนุชนชาวเกาะสีชังและประชาชนทั่วไป
        เมื่อความทราบถึงพระเนตรพระกรรณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญของโครงการดังกล่าวจึงได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการบูรณะเรือน ผ่องศรี อีกทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีเปิด พิพิธภัณฑ์พระจุฑาธุช ราชฐาน ในวันที่ 12 มกราคม 2547
        ปัจจุบันพื้นที่ที่เป็นสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกนิสิตอยู่ในความรับผิดชอบของสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่วนพื้นที่ที่เป็นโบราณสถานอยู่ในความดูแลของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กลับ