การสร้างพระจุฑาธุชราชฐาน ณ เกาะสีชัง
หน้าที่ ๑

        ในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธทรงประชวร พระอาการหนักมาก รัชกาลที่ ๕ จึงเสด็จแปรพระราชฐานนำมาประทับรักษาพระองค์ที่เกาะสีชังและให้รับหมอหลวง หมอเชลยศักดิ์ ออกมาตรวจอาการหลายสิบคน ก็ไม่สามารถรักษาได้ ต่อมาหลวงกุมารเพ็ช สามารถรักษาพระอาการจนพระอาการค่อยคลายขึ้น โดยใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน น้ำหนักขึ้น ครึ่งปอนด์ ในขณะที่ประทับที่เกาะ สีชังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาสมุทบุรานุรักษ์ เจ้าเมืองสมุทรปราการเป็นแม่กองขุดบ่อใหญ่สำหรับกักเก็บน้ำฝนให้ราษฎรใช้สอยบ่อหนึ่ง พระราชทานนามว่า “บ่ออัษฎางค์” ทรงประทับเพื่อรักษาพระอาการพระโอรสอยู่เป็นเวลา ๒ เดือนกับ ๒ วัน จึงมีพระราชดำริจะเสด็จพระราชดำเนินกลับพระนครแม้หลวงเทวะวงษ์วโรประการ ได้ทูลห้ามปรามให้ประทับอยู่อีกหน่อยเพื่อให้พระโรคนั้นดีขึ้นกว่านี้ แต่พระองค์มิได้ฟังคำทัดทานเพราะทรงห่วงภารกิจ จึงเสด็จกลับไปประทับที่วังสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ใกล้สระประทุม แต่ประทับอยู่เพียง ๒ คืน พระอาการก็ทรุดลง เพราะอากาศร้อนมาก ( ร้อนกว่าที่เกาะสีชัง ๑๐ องศาฟาเรนไฮ กลางคืนและกลางวันอุณหภูมิที่เกาะสีชังต่างกันเพียง ๓ องศาฟาเรนไฮ ) น้ำหนักลดลง ๔ ปอนด์ ต้องเสด็จพระราชดำเนินกลับมาประทับที่เกาะสีชังอีกครั้ง เมื่อประทับอยู่ที่เกาะสีชังเพียง ๕ ราตรี น้ำหนักคืนมา หนึ่งปอนด์ เมื่อพระอาการของเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธบรรเทาลง พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงได้เสด็จพระราชดำเนินประพาสในที่ต่างๆ ทรงมีพระราชดำริให้สร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ และตกแต่งสถานที่หลายแห่งบนเกาะเพื่อประโยชน์สุขของราษฎรและผู้ที่สัญจรไปมายังเกาะนี้ และเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่เจ้าฟ้าอัษฎางค์ทรงมารักษาพระองค์จนหายที่เกาะสีชัง อันได้แก่ สะพานอัษฎางค์ ศาลศรีชโลธรเทพ อัษฎางค์ประภาคาร เสาธงอัษฎางค์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตัดถนนต่างๆ เช่น ถนนอัษฎางค์ ถนนวัฒนา ถนนเสาวภา ถนนวชิราวุธเป็นต้น รวมทั้งสร้างวะนะ คือ อุทยานขนาดใหญ่ขึ้นที่ไร่บน พระราชทานนามว่า อัษฎางคะวัน โดยให้หาต้นไม้ทนแล้งจากพระนครส่งออกไปปลูกในอัษฎางคะวันและบริเวณพระราชฐานเป็นจำนวนมาก ในการนี้โปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช เป็นแม่กองในการสร้างสถานที่ต่างๆ ทั้งยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการเปิดฉลองสถานที่ต่างๆเป็นการรื่นเริง และพระราชทานสิ่งของ เครื่องเรือน เครื่องใช้แก่ราษฎรชาวเกาะสีชังด้วย
        ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๓๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเดล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินออกมาประทับที่เกาะสีชังอีกครั้ง ได้โปรดเกล้าฯให้ทำการก่อสร้างขึ้นอีกหลายอย่าง ขยายรั้วค่ายหลวงออกไปจนถึงหาดคลองเทียนบน ( หาดทรายแก้วในปัจจุบัน ) สร้างวะนะในพระราชฐาน ตกแต่งเนินเขาในเขตพระราชฐานเป็นชั้นๆปลูกต้นไม้ต่างๆ สร้างตำหนักต่างๆ ขุดบ่อสำหรับรับน้ำฝนไว้ใช้สอยหลายบ่อ ทำรางระบายน้ำให้น้ำไหลลงมาในบ่อน้ำจืด ในครั้งนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดกล้าฯให้อัญเชิญรอยพระพุทธบาทจำลองของโบราณ ซึ่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นดำรงราชานุภาพทรงนำมาจาก ตำบล พุทธคยา ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานไว้บนไหล่คยาศิระ บนเขาพระจุลจอมเกล้า เพื่อให้เป็นที่สักการบูชาแก่ผู้ที่มาเที่ยว ทั้งทรงถวายประกาศพระราชทานที่เขตพระอุโบสถ วัดอัษฎางคนิมิตเป็นที่วิสุงคามสีมาด้วย
ในเวลาเสด็จพระราชดำเนินออกมาประทับอยู่ครั้งนี้ เป็นเวลาที่พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ทรงพระครรภ์ใกล้จะถึงกำหนดประสูติ จึงมีพระราชดำริว่า ที่เกาะสีชังนี้เป็นที่อากาศดี มีภูมิสถานเป็นที่สบาย ควรจะตั้งพระราชฐานให้มั่นคงเป็นที่ประทับในฤดูร้อน ให้เป็นพระราชฐานสำคัญแห่งหนึ่ง สำหรับเป็นที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินมาประทับเจริญพระราชอิริยาบถในฤดูร้อน
พระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระวรราชเทวี ประสูติพระราชกุมาร ณ ตำหนักมรกฎสุทธ์ในพระราชฐาน เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๕ มีการสมโภช ๓ วัน ตามขัตติยราชประเพณี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯพระราชทานนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้า
จุฑาธุชธราดิลกฯ ในระหว่างนั้นได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เร่งทำการก่อสร้างในสถานที่ต่างๆในพระราชฐาน ให้ทันการสมโภชเดือนของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ โดยมีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงษ์ กรมพระภาณุพันธุวงษ์วรเดช เป็นแม่กองดำเนินการสร้างอาคาร และสิ่งก่อสร้างต่างๆโดยโปรดเกล้าฯพระราชทานนามสถานที่ต่างๆให้คล้องจองกันดังนี้

กลับ
ถัดไป