เกาะสีชังในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
หน้าที่ ๒

        ๒. การสำรวจของกัปตันลอฟตัล
        รัฐบาลสยามเริ่มพัฒนาพื้นที่เกาะสีชัง โดยช่วงต้นมีกรมท่าเป็นผู้รับผิดชอบ มีวัตถุประสงค์
หลักที่จะพัฒนาอ่าวเกาะสีชังให้เป็นท่าเรือที่ทันสมัย โดยรัฐบาลสยามได้ว่าจ้างกัปตันลอฟตัล (Captain Alfred J. Loftus ภายหลังเป็น พระนิเทศชลธี) สำรวจทำแผนที่อ่าวสีชัง และบริเวณโดยรอบอย่างละเอียด มีการนำเรือตะเกียง (เรือรบเก่าที่มิได้ใช้งานแล้วติดตั้งตะเกียงเหมือนประภาคาร) สำหรับบอกทางในเวลากลางคืน มีการวางทุ่นบอกตำแหน่งหินโสโครกต่างๆรอบเกาะ สร้างหลักหมายเขต เพื่อกำหนดเขตอ่าวและเพื่อวัดระดับน้ำทะเลเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับชาวเรือ หลักเขตนี้มีสองหลัก หลักหนึ่งอยู่ที่ปลายแหลมวัด อีกหลักอยู่ที่ปลายด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะขามใหญ่ โดยเสาหลักเขตเป็นเสาออเบลิศ(obelisk) สร้างโดยนาย สเตฟาโน คาร์ดู (Stefano Cardu ) นอกจากนี้ยังมีการวางสายโทรเลขจากอ่าวกระสือมาที่เกาะสีชัง โดยสายโทรเลขใต้น้ำนี้นำเข้ามาจากยุโรป และใช้เรือนของนายกอเตเป็นออฟฟิศโทรเลข (สันนิษฐานว่าตั้งอยู่บริเวณที่เป็นท่าภาณุรังษี หรือท่าบน)
        กัปตันลอฟตัสได้จัดทำรายงายเกี่ยวกับเกาะสีชังและแผนที่เกาะสีชังเสนอต่อ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นเทวะวงษวโรประการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ ซึ่งสาระของรายงานได้ พบว่า เกาะสีชังในพ.ศ. ๒๔๒๗ นั้น เกาะสีชังมีชุมชนอยู่ ๒ แห่ง แห่งแรกคือ บ้านท่าน้ำ ตั้งอยู่บริเวณที่เป็น พระจุฑาธุชราชฐานในเวลาต่อมา มีแผนที่แสดงที่ตั้งเสาออเบลิศที่ปลายแหลมวัด กับทั้ง Health Office ซึ่งภายหลังกลายเป็นโรงพยาบาลเกาะสีชัง สถานที่ตรวจรักษาและกักกันชาวเรือที่ผ่านไปมา ที่อาจเป็นโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ถัดไปทางเหนือของบ้านท่าน้ำ มีชุมชนอีกชุมชนหนึ่ง เรียกว่า บ้านท่าราช หรือบ้านตารอด ตั้งอยู่บริเวณที่ปัจจุบันเป็นชุมชนท่าเทววงษ์ หรือท่าล่าง ใกล้ด่านศุลกากรเกาะสีชัง ถัดไปทางเหนือมีพื้นที่กสิกรรมหลักสองที่ เรียกว่า ไร่บนและไร่ล่าง เป็นพื้นที่ปลูกผักและผลไม้ต่างๆ
        นอกจากนี้ กัปตันลอฟตัล ยังได้รายงานเรื่องปัญหาน้ำจืดขาดแคลน และความพยายาม
เสาะหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม ซึ่งในรายงานพบว่าน้ำจืดที่เกาะสีชังมีน้อยไม่พอราษฎรรับประทาน มีการขุดในหลายพื้นที่ในเกาะเพื่อหาแหล่งน้ำ คือที่บ้านท่าราช บ้านท่าน้ำ เกาะขาม แต่ไม่พบแหล่งน้ำ และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการเป็นท่าเรือที่ทันสมัย และการพัฒนาด้านอื่นๆของเกาะสีชัง
        ๓. การลงทุนของชาวตะวันตก
จากการที่มีการพัฒนาแผนที่ทะเลของกัปตันลอฟตัล ทำให้การเดินเรือสะดวกขึ้น
ชาวตะวันตกในพระนครก็เริ่มสนใจลงทุนพัฒนาเกาะสีชัง โดยรายแรก ได้แก่ นายกอเต (Gotte) พ่อค้าชาวเยอรมันได้ทำหนังสือขอซื้อที่ดินบนเกาะสีชังจากรัฐบาลสยามพันไร่ เพื่อปลูกกาแฟ เมื่อรัฐบาลสยามไตร่ตรองแล้วจึงปฏิเสธ เพราะเห็นว่าศักยภาพในการพัฒนาเกาะสีชังมีมากกว่าการปลูกกาแฟ โดยอ้างว่าที่ดินบนเกาะนั้นมีไม่ถึงพันไร่ แม้ไม่สามารถทำไร่กาแฟได้นายกอเต จึงได้ร่วมลงทุนกับขุนศรีรักษา สร้างโรงแรมเป็นเรือนฝากระดาน หลังคามุงจาก เพื่อให้เป็นที่ชาวยุโรปมาเช่าอาศัย เมื่อเจ้าพระยาภาณุวงษมหาโกษาธิบดี เสานาบดีกรมท่าทราบเรื่อง จึงได้แจ้งนายกอเตว่าไม่มีสิทธิปลูกเรือนโดยไม่ได้รับอนุญาต ในที่สุดนายกอเตจึงขายเรือนนั้นแก่รัฐบาลสยามเป็นเงิน๑,๐๐๐ บาท ต่อมานายฟรันซิสโกดาวาไรนา(Francisco da Silva Reina ) คนในบังคับโปรตุเกส ทำเรื่องขออนุญาตเช่าเรือนทำกิจการโรงแรม เป็นเวลา ๕ ปี
        ห้างยุเกอซิกแอนกัมปนี (Jucker Sigg & Co.) อันเป็นห้างของฝรั่งเศส( มีหุ้นส่วนเป็นคนไทย คือ หลวงอินทรมนตรีศรีจันทรกุมาร) ทำเรื่องขออนุญาต ปลูกโรงกุดัง และสะพานให้เรือกำปั่นเทียบ และสร้างโรงเก็บถ่านหิน ซึ่งรัฐบาลสยามพิจารณาแล้วก็ตกลงอนุญาต

 

กลับ