โดยบรรดาคณาจารย์และนิสิตนักศึกษาพร้อมใจกันตั้งแถวรอรับเสด็จ และได้จัดงานเลี้ยงรับรองเฉลิมฉลองในวันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ จากนั้นทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ทรงดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาโรงเรียนเพาะช่างอีกตำแหน่งหนึ่ง ตั้งแต่วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๒ ทรงนำวิชาการที่ได้ทรงศึกษา ณ ต่างประเทศกลับมาพัฒนากิจการของโรงเรียนเพาะช่างให้มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน พร้อมกันนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งกรรมการพิเศษโรงเรียนมหาดเล็กหลวง (ปัจจุบันคือวชิราวุธวิทยาลัย) เมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ด้วย
      สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงอภิเษกกับหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร ชุมพล พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชุมพลสมโภช กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์และหม่อมบุญยืน ในวันศุกร์ที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๖๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ก่อนที่จะทรงอภิเษกกับหม่อมเจ้าหญิงบุญจิราธร ชุมพล พระองค์ทรงมีหม่อมแล้ว ๒ ท่าน คือ หม่อมลออ ศิริสัมพันธ์ ซึ่งเป็นธิดาพระนมอิน ศิริสัมพันธ์ และหม่อมระวี ไกยานนท์ ซึ่งทรงพบครั้งแรกที่วังสวนกุหลาบ เพราะท่านเป็นคณะละครของวังสวนกุหลาบ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก ทรงมีพระโอรสและพระธิดา๒ พระองค์ คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสุทธสิริโสภา หม่อมลออเป็นหม่อมมารดา และพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
      สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก เริ่มมีอาการประชวรตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ เรื่อยมา ด้วยพระโรคบิดเรื้อรัง และพระโรคพระวักกะ (ไต) พิการ คณะแพทย์ได้ถวายการดูแลพระองค์อย่างใกล้ชิด ในวันที่ ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๖ เวลา ๒๐.๑๘ น. สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย สิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการอันสงบท่ามกลางความโศกเศร้า รวมพระชนมายุ ๓๑ พรรษา

กลับ